คัดจาก Wordpress Posted on มีนาคม 22, 2011 by paperfarm

แค่อยากบอกว่าเวลาขอให้ฟรีแลนซ์ออกแบบปกให้ เราอาจขอให้เขาแถมออกแบบที่คั่นให้ด้วย ถ้าเขาใจดีเขาก็จะทำให้ (ส่วนใหญ่ก็ใจดีกันทุกคน) เพราะสามารถใช้ภาพปกมาดัดแปลงนิดหน่อยและใส่ข้อความที่เราต้องการ

ทีนี้เวลาส่งพิมพ์ปก เราก็ส่งทั้งไฟล์ปกและไฟล์ที่คั่นไปให้โรงพิมพ์เลย เราอาจขอให้เขาแถมพิมพ์และตัดที่คั่นให้ด้วย ถ้าเขาใจดีเขาก็จะทำให้ (ซึ่งส่วนใหญ่ใจดีเหมือนกัน) เพราะสามารถใช้กระดาษส่วนขอบที่เหลือจากหน้าปกพิมพ์ที่คั่นแทรกเข้าไปและตัดออกมาเป็นชิ้นได้อีก

ทีนี้เราก็มีที่คั่นหนังสือไว้แจกให้ลูกค้าฟรีๆ ไม่ปล่อยกระดาษทิ้งไปเฉยๆ ส่วนมากจะได้เท่ากับหรือมากกว่าจำนวนปกที่เราสั่งพิมพ์

เอาละ หนังสือไทยเล่ิมแรกออกวางแผงมาได้หลายเดือนแล้ว (หกเดือน) ที่เคยวางอยู่ในชั้นหนังสือแนะนำก็ถอยหนีไปอยู่บนชั้นหนังสือธรรมดาเรียบร้อย (ประมาณสองสัปดาห์กว่าๆ) จากที่หันหน้าปกอยู่บนชั้นธรรมดา ก็เริ่มหันสันออกมาแทน อย่างนี้ลูกค้าต้องหาหนังสือเรายากแล้วก็คงขายไม่ค่อยได้ ถึงเวลาต้องงัดมันออกมาวางเด่นเป็นสง่าอีกครั้ง ได้เวลาจัดโปรโมชั่นกันแล้วล่ะ! และนี่เป็นหัวข้อที่จะเล่าในครั้งต่อไป

 
คัดจาก Wordpress Posted on มีนาคม 19, 2011 by paperfarm

สายส่งคือใคร … คือบริษัทที่จะนำหนังสือของเราไปจัดจำหน่ายตามหน้าร้านหนังสือทั่วประเทศ โดยรายได้ของเขาได้จากการหักเปอร์เซ็นต์ยอดขายของเรา โดยมากแล้วจะหักที่ 40%

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าก่อนส่งไฟล์ไปพิมพ์ที่โรงพิมพ์ควรติดต่อสายส่งให้ได้ก่อน นั่นก็เพราะเราต้องพิมพ์ชื่อสายส่งลงในหน้าเครดิตด้วย ดังนั้นถ้าเกิดพิมพ์ชื่อสายส่งที่เราคิดว่าจะจ้างให้จัดจำหน่ายแล้วมีปัญหา จำเป็นต้องเปลี่ยนเจ้าใหม่ ก็ต้องเสียเวลาและเสียเงินมาพิมพ์สติ๊กเกอร์แปะทับชื่อเดิมอีก อ้อหนังสือเสียความงามด้วย

เมื่อทำไฟล์เนื้อในและปกเสร็จสมบูรณ์แล้วก็ึควรนำรายละเอียดหนังสือไปติดต่อสายส่งเพื่อทำสัญญาจัดจำหน่ายกันให้เรียบร้อยก่อนส่งพิมพ์ สายส่งใหญ่ๆ ก็มีซีเอ็ด อมรินทร์ เคล็ดไทย และอื่นๆ ส่วนของเรานั้นเลือกอมรินทร์เพราะคุ้นเคยตอนที่เคยติดต่องานกันสมัยทำอยู่สำนักพิมพ์เก่า ในขั้นตอนการส่งตัวอย่า่งหนังสือให้สายส่งพิจารณานั้น เขาก็จะขอดูตัวอย่างปก และบางส่วนของเนื้อในซึ่งส่งทางเมลได้ และเขาจะมีแบบฟอร์มมาให้กรอกว่าจะพิมพ์กี่เล่ม ตั้งราคาเท่าไหร่ คาดว่าจะพิมพ์เสร็จเมื่อไหร่ บลาๆๆ

ถ้างานของเราเป็นที่ถูกใจได้มาตรฐานของเขา ก็จะได้ทำสัญญากันเลย เอกสารที่ต้องเตรียมไม่มีอะไรมาก ถ้าจดทะเบียนพาณิชย์บุคคลธรรมดาก็ขอแค่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ (ถ้าไม่จดก็ำไม่เป็นไร ใช้แค่บัตรประชาชนก็ได้) และสำเนาหน้าแรกของบัญชีธนาคารที่เราจะให้เขาโอนยอดขายมาให้

พอเราได้คำตอบว่าสายส่งเจ้านั้นๆ จัดจำหน่ายให้เราแน่ๆ เราก็ส่งไฟล์เข้าโรงพิมพ์ได้เลย ส่วนจะพิมพ์กี่เล่มก็แล้วแต่กำลังทรัพย์ และไม่น้อยเกินจนราคาต่อเล่มสูงและไม่พอกระจายไปตามหน้าร้าน โดยทั่วไปมักเริ่มพิมพ์ที่ 3000 เล่ม แต่พิมพ์สองพันเล่มก็มี (น้อยกว่าสองพันไม่ค่อยคุ้มแล้วเพราะราคาต่อเล่มจะสูง) ห้าพันเล่ม หมื่นเล่มก็มี (สนพ. ใหญ่ที่มีทุน และคาดว่าหนังสือเล่มนั้นขายหมดแน่ มักจะสั่งทีละเยอะเพื่อได้ราคาต่อเล่มถูกลง)

พูดถึงเรื่องพิมพ์ ก็มีอะไรเล็กๆ จะพูดต่อเหมือนกัน ไว้ต่อคราวหน้าดีกว่า

 
 

มาทำหนังสือให้กลายเป็นรูปเป็นร่างล่ะทีนี้ ตอนแรกตั้งใจจะประหยัดโดยการจัดหน้าเอง เพราะตอนทำงานอยู่สำนักพิมพ์เก่าก็เคยจัดเองอยู่เหมือนกัน แต่พอต้องทำของตัวเองเริ่มไม่มั่นใจในฝีมือแฮะ เพราะเล่มนี้ตั้งใจว่าจะใส่ภาพประกอบน่ารักๆ ด้วย ถ้าจัดหน้าไม่ดี เดี๋ยวจะกลายเป็นหน้าเกลียดเอา

ทีนี้เมื่อไม่ทำเองก็ต้องจ้างฟรีแลนซ์ ที่จริงในมือก็มีรายชื่อฟรีแลนซ์บางส่วนอยู่ แต่ไม่ตรงสไตล์ที่อยากได้ ทำไง? ง่ายๆ เดินเข้าร้านหนังสือแล้วเปิดเล่มที่ชอบสไตล์ มองหาชื่อคนจัดรูปเ่ล่มในหน้าเครดิต ไปเจอหนังสือของสำนักพิมพ์ฟรีฟอร์มที่รู้สึกชอบทั้งปกและรูปเล่ม และพอดีว่าสำนักพิมพ์นี้รับทำรูปเล่มหนังสืออยู่แล้วด้วย จึงโทรไปทันที

เจ้าหน้าที่ที่นี่ใจดีและพูดง่ายมาก ตกลงและต่อรองราคากันได้พอใจทั้งสองฝ่ายก็เริ่มงานกันเลย โดยเหมาทั้งปก ภาพประกอบ และจัดหน้าเนื้อใน เราจัดการส่งไฟล์เวิร์ดที่พิสูจน์อักษรแล้วไปให้ และบอกว่าอยากได้ปกและภาพประกอบประมาณไหน เสร็จแล้วทางโน่นก็จะจัดหน้ามาพร้อมส่งตัวอย่างปกและภาพมาให้ตรวจ แก้กันไปกันมาสามสี่หนก็เสร็จ

(ตัวอย่างตอนที่ส่งปรู๊ฟกันทางไฟล์ ส่งแล้วแก้กลับแบบนี้อยู่หลายหนจนไม่มีที่ผิด)

เราถามฟรีฟอร์มต่อว่าช่วยแนะนำโรงพิมพ์ให้หน่อยได้ไหม เขาก็บอกมาว่าตัวเขาเองใช้โรงพิมพ์ภาพพิมพ์ ทำงานด้วยง่าย และค่อนข้างตรงเวลา เราก็เลยไม่คิดมากให้เสียเวลา บอกว่าเอาโรงนี้แหละ ว่าแล้วฟรีฟอร์มก็จัดการส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ โรงพิมพ์ส่งปรู๊ฟสุดท้ายทางไปรษณีย์มาให้เราแก้ แล้วก็พิมพ์เลย ขอบอกว่าโรงพิมพ์ภาพพิมพ์ทำงานได้ตรงเวลาตามที่เขาแนะนำมาจริงๆ พิมพ์เสร็จโรงพิมพ์ก็นำหนังสือของเราส่งไปที่สายส่ง (อมรินทร์) และแบ่งส่วนหนึ่งไปส่งที่งานสัปดาห์หนังสือตรงบูธที่เราฝากขาย (ตอนนั้นเป็นช่วงงานพอดี)

เฮ้อ เสร็จเป็นรูปเล่มในที่สุด ขั้นตอนทั้งหมดที่ว่ามานี้ใช้เวลาประมาณเดือนกว่าๆ

เมื่อกี้มีพูดเรื่องสายส่งแวบๆ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในช่วงหน้า เพราะก่อนที่จะสั่งพิมพ์หนังสือกับโรงพิมพ์ควรติดต่อสายส่งให้ได้ก่อน ไม่งั้นจะมีเรื่องจุกจิกกวนใจได้

ส่วนปกหน้าตาเป็นแบบนี้

 
คัดจาก Wordpress Posted on กุมภาพันธ์ 22, 2011 by paperfarm

ช่วงกลางปี 52 ฉันได้รวบรวมเรื่องสั้นและบทความจากนักเขียนและพี่น้องที่รู้จัก ได้เจ็ดเรื่องเป็นมุมมองเกี่ยวกับความรักหลากรูปแบบ คิดไว้ว่าจะนำเรื่องทั้งหมดนี้มาพิมพ์ไปเลยก็จะดูธรรมดาไป จึงคิดแต่งเรื่องใหญ่มาเชื่อมเรื่องทั้งเจ็ดนี้เข้าไว้ด้วยกัน แต่ด้วยความเฉื่อยชาของตัวเองทำให้เรื่องทั้งเจ็ดนี้โยงเข้าด้วยกันไม่เสร็จเสียที นี่ก็ต้นปี 54 เข้าไปแล้ว กะจะขายช่วงวาเลนไทน์ ก็พลาดมาสองปีแล้ว รู้สึกผิดกับพี่ๆ น้องๆ ที่ส่งเรื่องมาเป็นยิ่งนัก แต่ยืนยันไว้ ณ ที่นี้ว่าเรื่องทั้งเจ็ดจะรวมเล่มและพิมพ์แน่ๆ วาเลนไทน์หน้ารออยู่

ต้นปี 53 มีเหตุการณ์ที่ทำให้แทบไม่อยากทำอะไรเลยเกิดขึ้น แม่ของฉันล้มศีรษะฟาดพื้นต้องเข้ารับการผ่าตัดสมอง ตอนแรกกะว่าจะทำงานประจำไปด้วยทำสำนักพิมพ์ตัวเองไปด้วย แต่เมื่อเกิดเหตุนี้ ฉันลาออกจากงานแบบไม่ต้องคิดเพื่อกลับมาดูและแม่ เฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาลแปดเดือนจนกระทั่งแม่จำได้พูดได้เหมือนเดิมทุกอย่าง และได้กลับมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน นับว่าตัดสินใจไม่ผิดเลย เพราะเวลาที่ได้อยู่กับแม่นั้นเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมแล้วจริงๆ

ระหว่างที่เฝ้าอยู่ก็อาศัยเวลาว่างระหว่างวันทำงานก๊อกๆ แก๊กๆ ต่อไปด้วย รับจ้างสนพ. แปลงานเพื่อเก็บตังค์มาทำสนพ.ตัวเอง และขณะเดียวกันก็ปรับปรุงเว็บไซต์ที่ทำค้างไว้ไปเรื่อยๆ ด้วย จนอยู่มาวันหนึ่งต้นฉบับแรกก็ส่งเข้าเมลสำนักพิมพ์มาอย่างไม่ได้คาดหมาย ถามนักเขียนที่ส่งมาว่าเหตุใดเลือกส่งมาที่นี่ ก็ได้ความว่าเสิร์ชในกูเกิ้ลด้วยคำว่า “รับต้นฉบับ” แล้วก็มาเจอะกับเว็บไซต์ของเรา จึงลองส่งมาตามอีเมลสำนักพิมพ์ ตอนนั้นก็เพิ่งนึกได้ว่าใส่ meta keyword ว่า “รับต้นฉบับ” เอาไว้ด้วย ไม่ค่อยรู้เรื่องการทำ SEO เท่าไหร่แต่เพิ่งรู้ว่ามันมีความหมายต่อเว็บประมาณนี้นี่เอง และก็เห็นประโยชน์ที่เปิดเว็บไซต์เอาไว้

ต้นฉบับที่ว่านี้เป็นการรวมเคล็ดลับมีประโยชน์ต่างๆ หลายรูปแบบ แต่จากสิบกว่าเรื่องนั้น มาสะดุดอยู่เรื่องหนึ่งคือ “การรักษาต่อมทอนซิลด้วยปลาช่อน” รู้สึกว่าถ้ารวมเคล็ดลับที่เป็นภูมิปัญญาไทยในการรักษาอาการเจ็บไข้แบบนี้ น่าจะสนใจอยู่ไม่น้อย จึงถามพี่นักเขียนท่านนี้ไปว่า พอจะเขียนเคล็ดลับเกี่ยวกับการรักษาอาการเจ็บไข้ด้วยภูมิปัญญาและสมุนไพรไทยตามตำหรับครอบครัวของพี่ออกมาให้ได้สักหกเจ็ดสิบหน้าได้ไหม พี่นักเขียน นามปากกาว่า “สาลิกา” ก็จัดให้ทันที

เมื่อรวบรวมมาได้ตามจำนวนหน้าที่ต้องการ ฉันก็ได้เอามานั่งอ่าน และก็พบว่าใช่เลย นี่ล่ะเกร็ดความรู้โบราณที่เล่าแบบสมัยใหม่อย่างที่จินตนาการไว้ หลังจากปรับเนื้อหากันเล็กน้อย (เล็กน้อยจริงๆ) ก็มาสรุปชื่อเรื่องได้ว่า “เคล็ดลับสมุนไพร ฉบับผู้เฒ่าเล่าขาน” กระบวนการแก้ไขเนื้อหา หรือชื่อเรื่อง รวมทั้งการดำเนินการใดๆ กับต้นฉบับต่อไปนี้ รวมทั้งเงื่อนไขเรื่องลิขสิทธิ์ ไม่ว่าสำนักพิมพ์จะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน สำคัญมากที่ต้องคุยกับนักเขียนให้ละเอียด ให้สบายใจทั้งสองฝ่าย จะทำให้ทำงานในภายภาคหน้าได้ไหลลื่น โดยเฉพาะเรื่องลิขสิทธิ์ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ถูกต้องชัดเจน ตัวอย่างสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์นี้มีให้ดาวน์โหลดในเว็บกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วยเราอาจดัดแปลงได้ตามความเหมาะสม และตามที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน

เอาละ เนื้อหาครบถ้วน ขัดเกลาแล้วเรียบร้อย ต่อไปก็ต้องจัดการให้มันออกมาเป็นรูปเล่มที่น่าอ่าน ขั้นตอนการทำอาร์ตเวิร์กนั่นเอง

edit @ 30 Apr 2011 10:37:21 by paperfarm

ฉันลางานสามวันเพื่อกลับบ้านที่ต่างจังหวัด
คราวนี้มาเยี่ยมบ้านเป็นจุดประสงค์รอง
จุดประสงค์หลักก็คือเพื่อไปจดทะเบียนพาณิชย์ให้สำนักพิมพ์
จริงๆ จะบอกว่าสำนักพิมพ์นี่จะจดหรือไม่จดก็ได้ แต่อย่างน้อยการที่ไปจดทะเบียนพาณิชย์ไว้ก่อน
จะทำให้เราทำงานง่ายขึ้นในภายหลัง แล้วก็ดูเป็นตัวเป็นตนขึ้นด้วย
เพราะอย่างน้อยเวลาที่สายส่งขอเอกสารประกอบการทำสัญญา เค้าถามว่า
“มีทะเบียนพาณิชย์มั้ยครับ?”
เราจะได้ตอบว่า “มีค่ะ”

ฉันเลือกจดทะเบียนพาณิชย์แบบบุคคลธรรมดาไปก่อน แต่ตอนนี้มีคนแนะว่าให้จดเป็นบริษัทไปเลย
ไว้ศึกษาดีๆ ค่อยจดใหม่

คัดมาจาก Wordpress Posted on พฤศจิกายน 24, 2010 by paperfarm

 

บ่ายวันศุกร์ฉันควงแขนแม่ไปที่อบจ. พร้อมหลักฐานอีกสองอย่าง
คือ บัตรประชาชน กับทะเบียนบ้าน เนื่องจากว่าฉันใช้บ้านที่ตัวเองมีชื่อในทะเบียนบ้านเป็นสำนักพิมพ์อยู่แล้วจึงไม่ต้องเตรียมอย่างอื่นอีก
รู้สึกว่าถ้าเราไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านที่ใช้เป็นสถานที่ประกอบการต้องมีใบมอบอำนาจจากเจ้าบ้านแห่งนั้นก่อน

อ้อ อีกอย่างที่ต้องเตรียมก็คือ เงินค่าธรรมเนียม 50 บาท สำหรับคนต่างจังหวัดอย่างฉันสถานที่จดทะเบียนก็คือ อบจ.
ส่วนคนบางกอกต้องไปจดที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และสำนักงานเขต

ขั้นตอนก็ไม่ยากอะไร แค่บอกเจ้าหน้าที่ว่ามาจดทะเบียนพาณิชย์ เค้าก็จะยื่นแบบฟอร์มให้กรอก
เราก็กรอกไป อะไรไม่เข้าใจก็ถามเจ้าหน้าที่ แล้วก็ยื่นหลักฐาน รอประมาณสิบห้านาทีก็ได้ใบทะเบียนพาณิชย์สวยๆ กลับบ้านไปเลย

ข้อมูลเพิ่มเติมลองดูในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือจะโทรไปสอบถามก่อนก็ได้เน้อ
http://www.dbd.go.th/mainsite/index.php?id=101

คัดมาจาก Wordpress Posted on พฤศจิกายน 23, 2010 by paperfarm

ประมาณเดือนตุลาปีที่แล้ว (ปี 52)  ไปเดินงานคอมที่ศูนย์สิริกิติ์
โดยไม่ตั้งใจ เห็นบูธขายเว็บสำเร็จรูปยี่ห้อ i get web
อารามคนอยากทำเว็บสำนักพิมพ์พอดี แล้วเห็นว่าราคาเริ่มต้น 900 นั้นน่าลอง
ก็เลยซื้อมาทำทันที พอตกเย็นลองทำ แล้วก็ใช้ไปสามสี่วันเริ่มติดใจเลยขออัพไปใช้แบบสามพันห้า แล้วก็ใช้มาจนทุกวันนี้ สำหรับคนไม่มีความรู้เลยถือว่าใช้ง่ายทีเดียว แล้วบริการหลังการขายก็โอเค สำหรับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องการทำเว็บ ซื้อเว็บสำเร็จรูปมานั่งแต่งเองก็สะดวกดีนะ นอกจากยี่ห้อนี้ก็มีอีกหลายเจ้า

อยู่ๆ ก็ทำสำเร็จไปอีกข้อ นั่นก็คือการเปิดเว็บไซต์
พอเปิดแล้วก็บอกเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ก็เริ่มมีคนเข้ามาทักทายประปราย
และนี่เป็นแรงกระตุ้นอย่างดีให้พิมพ์หนังสือออกมาขายไวๆ

หน้าตาเว็บของคนที่ทำแบบงูๆ ปลาๆ เป็นแบบนี้แล

นี่ล่ะลองคลิกดูได้

เอาละ มีเว็บแล้ว มีตัวตนขึ้นมารางๆ ถ้าจะให้ชัดอีกหน่อย ต้องไปจดทะเบียนพาณิชย์เป็นลำดับ

คัดจาก Wordpress Posted on พฤศจิกายน 20, 2010 by paperfarm

 

หลังจากคิดมาหลายตลบ สุดท้ายฉันคิดชื่อออกมาได้สามสี่ชื่อ มี

  1. โต๊ะไม้
  2. ดินสอ
  3. สารภี
  4. เล่มดี
  5. paperfarm

สุดท้ายตกลงเลือกชื่อที่ห้า เพราะคิดว่ามันเป็นชื่อที่ดูมีบริเวณดี ฟาร์มมันมีชีวิต เหมือนกับว่าเราเลี้ยงกระดาษให้มีชีวิต แล้วตัวอักษรก็ถูกโฉลกกันดี (แน่ะ แอบเชื่อนิดหน่อย) อีกอย่างถ้าต้องติดต่อเรื่องลิขสิทธิ์กับเมืองนอกก็จะได้เรียกง่ายๆ

ส่วนโลโก้ ก่อนหน้านี้ฉันใช้เวลาอยู่นานในร้านหนังสือ ไปพลิกๆ เปิดๆ หนังสือหลักการทำโลโก้ ได้ความว่าต้องสอดคล้องกับสินค้าหน่อย และดูง่าย ลงตัวในกรอบสี่เหลี่ยมจะดี แล้วก็ดูดีทั้งเวลาที่ต้องใช้หลายสี หรือสีเดียว ว่าแล้วจึงลองวาดรูปบ้านเป็นโครงบวกกับรูปแผ่นกระดาษเก้าแผ่น เหมือนกับเป็นพื้นที่ในฟาร์มเก้าแปลง หลังจากงมด้วย illustrator แบบงูๆ ปลาๆ จึงออกมาเป็นรูปนี้

เอาเป็นว่าเรื่องชื่อสำนักพิมพ์กับโลโก้เป็นอันเรียบร้อย ข้อที่เหลือก็ค่อยๆ ลุยไปเรื่อยๆ

 

Posted on พฤศจิกายน 20, 2010 by paperfarm
  

ตอนเด็กๆ ครูมักจะให้เขียนเรียงความหัวข้อที่ลงท้ายด้วยคำว่า “ของฉัน” เช่น “ครอบครัวของฉัน”  “โรงเรียนของฉัน” เพราะอะไรที่ใกล้ตัวมันจะเขียนได้ง่าย…
หลังจากทำงานสำนักพิมพ์ได้สองสามปี ฉันก็เริ่มนึกถึงหัวข้อเรียงความที่ลงท้ายว่า “ของฉัน” แต่คราวนี้หัวข้อคือ “สำนักพิมพ์ของฉัน” และมันไม่ใช่เรียงความ แต่มันเป็นภาพในหัว เป็นแผนการที่น่าตื่นเต้นสำหรับฉัน
1. อยากเปิดสำนักพิมพ์เล็กๆ เองที่บ้าน
2. อะไรทำได้เองจะทำ อะไรทำไม่ได้จ้างฟรีแลนซ์
3. ยังไม่มีทุนพิมพ์ไม่เป็นไร เปิดเว็บไซต์ขึ้นมาก่อน เป็นการกระตุ้นตัวเองด้วย และจะได้บอกคนที่รู้จักช่วยกระตุ้นเราอีกที จะได้ไม่เฉื่อย บอกโลกให้รู้ก่อนว่าเราจะทำอะไร
4. คิดชื่อสำนักพิมพ์
5. ถามสายส่งเรื่องรายละเอียดส่งหนังสือแบบบุคคลธรรมดา
6. เปิดรับต้นฉบับไทยทางเว็บ หาต้นฉบับแปลไปด้วย
7. อ้อ คิดโลโก้ด้วย
8. เก็บตังค์
มีเรื่องให้ทำเยอะแยะ แต่น่าสนุกทั้งนั้น ฉันเริ่มทำข้อที่ทำได้เลยโดยไม่ใช้ตังค์ก่อน และเป็นข้อที่ควรทำเป็นอันดับแรกนั่นก็คือ ข้อ 4 กับ ข้อ 7

edit @ 30 Apr 2011 10:32:11 by paperfarm

ทยอยเอามาลงโดยคัดมาจาก wordpress ค่ะ
Posted on พฤศจิกายน 20, 2010 by paperfarm
 
 
 
สำนักพิมพ์ของฉันนั้นเล็กเหลือเกิน

มีเพียงฉันนั่งอยู่หน้าคอมคนเดียว

แต่ครอบครัวของฉันน่ารัก คอยสนับสนุนฉันตลอด

เพื่อนๆ ของฉันก็น่ารัก ช่วยกันเชียร์เรื่อยมา

คนที่ฉันติดต่องานด้วยก็น่ารัก ทำให้งานไม่ติดขัด

จะว่าไปฉันก็ไม่ได้ทำคนเดียวนี่นะ

edit @ 30 Apr 2011 10:30:50 by paperfarm

edit @ 30 Apr 2011 10:32:26 by paperfarm

เมื่อเดือนตุลาปีที่แล้ว ได้เคยเขียนไว้ว่าเปิดเว็บสำนักพิมพ์
ตอนแรกยังไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่าง
แต่ผ่านมาหนึ่งปี หลังจากที่มะงุมมะงาหราอยู่นาน
หนังสือคลอดออกมาได้หนึ่งเล่มแล้วค่ะ
 
ชื่อเรื่อง "เคล็ดลับสมุนไพร ฉบับผู้เฒ่าเล่าขาน"
ผลงานของคุณสาลิกา ที่ไว้ใจให้เราตีพิมพ์
เป็นหนังสือความรู้เรื่องสมุนไพรที่เล่าได้น่ารักมาก
ได้บรรยากาศครอบครัวแบบไทยแท้
งานมหกรรมหนังสือ ตุลา 53 นี้
ได้นำไปฝากขายที่บูธ G02 O11 M12 และ N12
 
 
เล่มนี้ เหนื่อยพอดู เพราะจัดการคนเดียวเกือบหมด
แต่เมื่อเสร็จแล้วก็ปลื้ม
หวังว่าปีหน้าจะออกหนังสือได้สักสี่เล่ม
 
เอานะ ใครมีความฝันขอให้ทำตามให้ได้
และสู้กันต่อไป
เอาใจช่วยค่ะ
 
สำนักพิมพ์เปเปอร์ฟาร์ม
ฟาร์มหนังสือดี